จากเจ้าหญิงฮอลลีวูดสู่เจ้าหญิงจริงๆ ชีวิตสุดอลังแสนพลิกผันของ “เกรซ เคลลี”

  เดือนเมษายน ปี 1956 สื่อทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่งานแต่งงานของเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม กับนักแสดงเจ้าของฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวูด เกรซ เคลลี (Grace Kelly) เพราะมันเป็นเสมือนฉากหนึ่งของเทพนิยาย ที่หญิงสาวสามัญชนได้กลายไปเป็นเจ้าหญิงจริงๆ หลังพบรักกับเจ้าชายจากต่างประเทศ

 

เกรซ เคลลี
เกรซ เคลลี

ชีวิตเรียบหรูอันแสบเพียบพร้อม

   เราอาจพอพูดได้ว่าชีวิตของ เกรซ เคลลี นั้น-แม้จะเป็นสามัญชน-แต่ก็แสนจะเป็นสามัญชนที่ฐานะเพียบพร้อมสุดๆ เพราะเธอ (ที่นอกจากจะสวยมากตั้งแต่เด็กแล้ว) เกิดในครอบครัวมั่งคั่งของคุณพ่อนักกีฬาพายเรือเหรียญทองโอลิมปิก ส่วนแม่เป็นโค้ชหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียที่ได้รับอนุญาตให้ดูแลฝึกสอนนักกีฬา แถมมีคุณอาอยู่เบื้องหลังวงการบันเทิงอีกด้วย

  เคลลีถูกส่งเข้าเรียนในสถาบันราเวนฮิลล์ ซึ่งเป็นสถาบันเก่าแก่ของเด็กหญิงคาทอลิก ฉายแววโดดเด่นด้านการแสดงและเต้นรำตั้งแต่เด็ก และไม่ใช่แค่นั้น เพราะผลการเรียนของเธอก็ยอดเยี่ยม (แม้เธอจะออกตัวว่าไม่เก่งคณิตศาสตร์เท่าไร) จนถูกทาบทามจากสถาบันต่างๆ ให้เข้าเรียนต่อตั้งแต่เธอยังไม่จบการศึกษา

 

เริ่มต้นเส้นทางการแสดงและพรมแดงที่รอต้อนรับ 

  ความเพียบพร้อมด้านวิชาการของเคลลีทำให้ที่บ้านไม่พอใจอย่างมากเมื่อเธอออกปากว่าอยากเป็นนักแสดง แต่ก็ไม่อาจขัดขวางอะไรลูกสาวได้เมื่อเคลลีสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนการแสดง (ด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยม-อีกเช่นเคย) และด้วยอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น เธอมีบทบาทในละครฟอร์มเล็กที่ฉายทางโทรทัศน์ ก่อนจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในหนังฟิล์มนัวร์ Fourteen Hours (1951) แต่หนังที่สร้างชื่อเสียงให้เธอจริงๆ คือ Mogambo (1953) ที่ผู้กำกับ จอห์น ฟอร์ด เอ่ยปากชมเธอว่า เคลลีนั้น "ให้การแสดงที่แตกต่าง งดงามและมีชั้นเชิงกว่านักแสดงคนอื่นๆ" ทั้งเธอยังคว้ารางวัลสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำได้จากเรื่องนี้ด้วย (ทั้งที่ก็เพิ่งเริ่มเส้นทางการแสดงนะ!)

 

เกรซ เคลลี จากหนัง Mogambo
เกรซ เคลลี จากหนัง Mogambo

 

ก้าวสู่ตำแหน่งเจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวูด

   นับจากนั้น ดูเหมือนชื่อของเกรซ เคลลี จะกลายเป็นชื่อที่ติดปากติดหูคนในฮอลลีวูดและคอหนังแห่งยุคสมัย เมื่อไม่เพียงแต่สวย มีลุคของผู้ดี แต่เธอยังเปี่ยมไปด้วยฝีมือการแสดงอันจัดจ้านที่ปฏิเสธไม่ได้

  กระทั่งในปี 1954 ดูเหมือนชื่อเสียงของเคลลีก็พุ่งแตะจุดสูงสุด เมื่อเธอรับเล่นหนังของฮิตช์ค็อค-Dial M for Murder-เป็นเรื่องแรก และทำให้ผู้กำกับจอมเก๋าและนักแสดงสาวสนิทสนมกันจนร่วมงานกันในหนังดังเรื่องต่อมาอย่าง Rear Window (1954) แต่เหนืออื่นใด ปี 1955 หนัง The Country Girl ที่เธอรับบท (อันแสนจะฉีกไปจากลุค) เป็นภรรยาสาวทรงเสน่ห์และยั่วยวนของนักแสดงหนุ่ม ก็ส่งให้เธอคว้ารางวัลออสการ์ นักแสดงนำหญิงของปีมานอนกอดได้เป็นครั้งแรก และไม่เป็นการเกินเลยที่สื่อจะยกย่องเธอให้เป็นเจ้าหญิงแห่งวงการในที่สุด!

 

The Country Girl
The Country Girl

 

จุดพลิกผันของชีวิต

   เกรซ เคลลี เป็นตัวแทนของอเมริกาไปร่วมงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ในเดือนเมษายน 1955 และภายในงานนั้นเอง เธอถูกเชิญให้เข้าไปถ่ายรูปในพระราชวังโมนาโคกับเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม

แต่เรื่องก็จบเพียงเท่านั้น เพราะเคลลีเองตอนนั้นคบหาดูใจอยู่กับ ฌ็อง-ปิแอร์ โอมองต์ นักแสดงหนุ่มชาวฝรั่งเศส เธอกลับมายังอเมริกาเพื่อถ่ายหนังต่อ กระทั่งในเดือนธันวาคม ที่เจ้าชายเรนีเยร์เดินทางมายังอเมริกา (ท่ามกลางการเมืองอันคุกรุ่นของโมนาโค ที่มีปัญหาสนธิสัญญากับฝรั่งเศส) สื่อมวลชนตั้งคำถามต่อเขาว่า เขามาที่นี่เพื่อหาภรรยาใช่หรือไม่ แน่นอนว่าเจ้าชายปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แต่นักข่าวยังถามต่อ

  "ถ้าจะมีใครสักคนมาเป็นภรรยาของคุณได้ เธอต้องเป็นคนยังไง"

  เจ้าชายนิ่งเงียบ ก่อนตอบ "ไม่รู้สิ-คงต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดละมั้ง" (กรี๊ด)

 

จากเจ้าหญิงฮอลลีวูดสู่เจ้าหญิงจริงๆ

   ระหว่างอยู่ในอเมริกานั่นเอง ที่เจ้าชายหาโอกาสไปพบเคลลีและเข้าพบครอบครัวของเธอได้ในคราวเดียว (!!) หลังจากนั้นอีกราวสามวัน เขาก็ขอเธอแต่งงาน และแน่นอนว่าเคลลี-เจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวูด-ตอบตกลงงานแต่งงานครั้งนั้นถูกเรียกว่า "งานแต่งแห่งศตวรรษ" กับสินสอดกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

  งานแต่งถูกประกาศออกไปในวันที่ 19 เดือนเมษายน 1956 ข่าวคราวกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว มิตรสหายในวงการบันเทิงพากันออกมาแสดงความยินดีต่อเคลลี โดยเฉพาะผู้กำกับคู่บุญของเธออย่างฮิตช์ค็อคเองก็ออกมาบอกว่า "ผมดีใจกับเกรซจริงๆ นะที่เธอค้นพบตัวตนของเธอได้อย่างงดงามขนาดนี้"

 

งานแต่งงาน]
งานแต่งงาน

 

กับเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม
กับเจ้าชายเรนีเยร์ที่สาม

 

พระราชพิธีสมรสสุดอลัง!

   เพื่อสมเป็นงานแต่งแห่งศตวรรษ งานแต่งงานระหว่างเจ้าชายเรนีเย์และเกรซ เคลลี จึงประกอบไปด้วย

-การตบแต่งพระราชวังโมนาโค สถานที่จัดงานใหม่หมดเพื่อการนี้

-การเดินทางครั้งใหญ่ของเคลลีสู่โมนาโค พร้อมครอบครัว เพื่อนเจ้าสาว หมาพุดเดิลประจำตัวและกระเป๋าเดินทางอีก 80 ใบ

-เธอไม่ได้เดินทางเงียบๆ แต่มีนักข่าวกว่า 400 ชีวิตที่รอทำข่าวอยู่ที่ท่าเรือที่เธอออกเดินทาง (พร้อมทั้งขอเดินทางไปด้วย แต่เธอปฏิเสธ)

-แฟนๆ หนังนับพันคนรอส่งเธอที่ท่าเรือ

-ขณะที่ทางประเทศโมนาโคเองก็มีประชาชนอีก 20,000 คนรอต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

-ชุดแต่งงานออกแบบโดยดีไซเนอร์ เฮเลน โรส เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม (เธอเย็บชุดแต่งงานของเคลลีอยู่ 6 สัปดาห์ พร้อมช่างเย็บอีกโหลนึง!)

-งานแต่งจริงๆ ถูกจัดขึ้นในวันที่ 18 เมษายน พิธีการยาว 16 นาที กับผู้ร่วมงานแต่ง 3,000 คน

-งานถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ที่มีผู้ชมรอดูอยู่ 30 ล้านคน

-หลังงานแต่ง สองสามีภรรยาท่องเรือยอร์ชส่วนตัว ออกฮันนีมูนที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนาน 7 สัปดาห์

 

พระราชพิธีสมรส
พระราชพิธีสมรส

 

ชีวิตเจ้าหญิง

   แม้การแต่งการจะทำให้เคลลีต้องบอกลาวงการฮอลลีวูด (ที่เธอยังรัก) มากก็ตาม รวมถึงต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการเมืองระหว่างประเทศโมนาโคและฝรั่งเศสอย่างหลึกเลี่ยงไม่ได้ แต่เธอก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าหญิงได้อย่างไม่มีที่ติ

  ปี 1982 เคลลีเสียชีวิตจากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกขณะอายุได้ 52 ปี ขณะขับรถโรเวอร์อยู่ ทำให้รถพลิกคว่ำตกจากเนิน เธอถูกฝังไว้ที่โบสถ์เซนต์นิโคลาส ประเทศโมนาโค ก่อนที่เจ้าชายเรนีเยร์จะถูกฝังไว้เคียงข้างเธอในปี 2005

 

เกรซ เคลลี
เกรซ เคลลี

BIOSCOPE Theatre
ชวนชม Grace of Monaco ทางออนไลน์ฟรีๆ
ในวันที่ 6 พฤษภาคม นี้
2 ช่วงเวลา 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre