เรื่องย่อละครเคหาสน์แสงจันทร์

เรื่องย่อเคหาสน์แสงจันทร์

 



บทประพันธ์  ไอริณ 
บทโทรทัศน์  ฐา-นวดี สถิตยุทธการ 
กำกับการแสดง  มารุต สาโรวาท

 


                    นับจากวันที่ ปารินทร์ ได้ตัดสินใจออกจากบ้านไป ด้วยความโกรธ.... ปวดร้าวและทุกข์ใจ เขาไม่เคยเหลียวแลที่จะกลับมาอีกเลย หลังจากที่มารดาของตนเองได้แต่งงานกับชายคนใหม่ ทั้งๆ ที่พ่อเพิ่งตายไปไม่ถึง 3 เดือนดี จนถึงวันนี้.. เวลาได้ผ่านล่วงเลยมาแล้วสามปี ขณะนี้ภาพที่ปรากฏ.... ปารินทร์ กำลังนั่งคุกเข่าจัดแจกันดอกไม้ป่าหน้าหลุมฝังศพแม่ ซึ่งเขาเพิ่งฝังเธอเสร็จ...เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เอง ด้วยความรู้สึกที่เจ็บช้ำ ขมขื่น คละเคล้าไปด้วยความเคียดแค้น และปวดร้าวแสนสาหัส


 
                  ปารินทร์เกลียดชังแม่มาตลอด โดยหารู้ไม่ว่าที่แม่แต่งงานใหม่นั้น ก็เพื่อตัวเขาเอง ปารินทร์ไม่เคยเฉียวใจเลยว่าแม่ต้องทุกข์ใจและขมขื่นเพียงใด ที่ต้องทนยอมเป็นเมียไอ้ฆาตกรเลือดเย็นที่ฆ่าพ่ออย่าง..ไอ้ถ่อย..กุศล เพื่อปกป้องชีวิตเขา จนร่างกายของแม่ผ่ายผอมทรุดโทรมลง และตรอมใจตายในที่สุด ขณะนี้.. ปารินทร์ไม่เหลือใครอีกเลยนอกจาก .. ละม่อม พี่เลี้ยงวัยกลางคน ซึ่งได้เลี้ยงดูเขาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ด้วยความรักและเอาใจใส่มาตลอด



                    นายกุศล การุญวงศ์ เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลมืดแห่ง..เมืองป่าไทร ชั่งมีอุปนิสัยไม่สมกับชื่อเลย .. แม้แต่เพียงน้อยนิด เป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ไร้ศีลธรรม มักมากในกาม ทำได้แม้กระทั่งฆ่าผัวคนอื่นเพื่อครอบครองเมียเขา ดังเช่น ครอบครัวปัณณวัฒน์ ที่ประสบชะตากรรมนี้ และยังมีผู้คนอีกมากมาย ที่ได้รับความเดือดร้อนจากครอบครัวการุญวงศ์ เพราะไม่ได้มีเพียงแต่นายกุศลเท่านั้น แต่ยังมี.. โกศัลย์ ลูกชายนายกุศล ซึ่งมีนิสัยใจคอแทบจะถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อมาไม่ผิดเพี้ยนเลย โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง ถ้าได้หมายปองหญิงใดแล้ว ต้องได้ ไม่ว่าจะได้หญิงนั้น มาด้วยวิธีใดก็ตาม ซึ่งชาวเมืองต่างก็รู้จักดีถึงความชั่วช้า เลวทราม ทำให้กลัวเกรงอำนาจอิทธิพลของสองพ่อลูกนี้ ด้วยเหตุนี้ปารินทร์ถึงได้ตระหนักดีว่า ทำไมแม่ของเขาถึงได้สั่งเสีย ให้เขาหนีออกจากเมืองนี้ทันที..ที่แม่ตาย ให้ไกลได้เท่าไรยิ่งดี พร้อมกับเงินที่แม่ของเขาได้เตรียมไว้ให้มากพอ ซึ่งได้มาจากการขายไร่ทั้งหมด เพราะแม่ไม่ต้องการให้สมบัติของพ่อ ที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยความลำบาก ต้องตกไปอยู่ในมือของกุศล และยังกำชับเขาไม่ให้ทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายเป็นเด็ดขาด แต่ทว่าปารินทร์ไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ได้ ด้วยใจที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นและขมขื่นที่สุมอยุ่ในอก เขาเลือกที่จะกลับไปที่บ้าน..เพื่อหมายจะปลิดชีวิตของกุศล ภาพที่เขาเห็นอยู่นั้น.. ในห้องนอน..ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของพ่อแม่เขา ไอ้ถ่อย ..กุศล กำลังบดขยี้เด็กสาวซึ่งอายุเพียงสิบสี่ปี มาลัย .. หลานสาวของละม่อม การมาของปารินทร์ได้ช่วยมาลัยรอดพ้นจากเงื้อมมือของกุศลไว้ได้ และเขาก็ทำสำเร็จ.. ด้วยการดวลดาบกับนายกุศล และใช้ดาบแทงเข้าที่อกกุศลจนตาย ก่อนที่จะหนีออกจากเมืองนี้ ไป โดยในใจเขาคิดว่า ขณะนี้เขาได้เป็นฆาตกรฆ่าคนแล้ว โดยหารู้ไม่ว่าละม่อมได้ทำลายหลักฐานทุกอย่างที่จะผูกมัดคุณหนูของเธอได้

 


 
                   สถานีรถไฟ..ที่ ที่นี่เองที่ปารินทร์เริ่มต้นการเดินทางอันไร้จุดหมายปลายทางของเขา และทำให้เขาได้พบกับหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อภิรุจ และ นิรชา ... ที่ได้รับความเดือดร้อนจากครอบครัวการุญวงศ์ เฉกเช่นเดียวกกับเขา และต้องการหนีออกจากเมืองนี้ไปให้ไกลแสนไกล ไปยังที่ไม่มีใครรู้จัก เพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของโกศัลย์ ซึ่งขณะนี้ทั้งคู่กำลังเดือดร้อน เพราะตั๋วรถไฟหาย .... นิรชาไม่รู้ว่ามันได้หายไปตอนไหน ส่วนอภิรุจ ..ถูกล้วงกระเป๋าเงิน ...ทั้งคู่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว มีเพียงแต่แหวนเพชร และนาฬิกาทองคำของน้องสาว อินทุภา..ที่ให้ติดตัวไว้ ....ปารินทร์ได้ช่วยสองคนนี้ ออกจากเมืองได้สำเร็จ ด้วยเงินถึงสองปึกใหญ่ อภิรุจซาบซึ้งในน้ำใจของปารินทร์อย่างมาก เพราะเขาทั้งสองต่างไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ทำไมปารินทร์กลับช่วยเหลือเขา..ด้วยเงินมากมายถึงเพียงนี้ เขาจึงตอบแทนปารินทร์ด้วย..แหวนเพชรน้ำงาม แต่ปารินทร์ปฏิเสธที่จะรับ เพราะในใจเขา...ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดใด จากการช่วยเหลือเขาทั้งสอง นอกจากเหตุผลเดียว..เพราะเราต่างก็..มีศัตรูคนเดียวกัน แม้แต่..ชื่อของเขา.. ปารินทร์ก็เห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องบอกเขาสองคน แต่ด้วยทนการวิงวอนของอภิรุจไม่ได้ .. ปารินทร์ ปัณณวัฒน์ อภิรุจจะรำลึกชื่อนี้ตลอดไป ก่อนที่จะแยกจากกัน อภิรุจยัดนาฬิกาทองคำใส่ไว้ในมือของ ปารินทร์ เพราะเกรงว่าปารินทร์จะปฏิเสธอีก พร้อมกับเอ่ยปากเชื้อเชิญปารินทร์ หากในวันข้างหน้าถ้ามีโอกาส..แวะพักกับเขาได้ ที่.. เกาะปาปิไลยก์ สถานที่ที่เขากับนิรชาจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่


                 หลังจากที่ปารินทร์แยกจากทั้งสองคนแล้ว เขาก้มดูนาฬิกาที่อภิรุจยัดใส่มือ มันเป็นนาฬิกาพก ทำจากทองคำ สลักเสลางดงาม เขากดสลักเล็กๆ เบาๆ ฝาบอบบางก็ดีดขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงหวานไพเราะ ปารินทร์ยืนตะลึงกับภาพถ่ายเล็กๆ นั่น ในความรู้สึกของเขา..ไม่เคยเห็นเด็กสาวที่สวยและน่าประทับใจเท่านี้มาก่อนเลย ดั่งต้องมนต์สะกดนิรชา ภัทรศัย .. สาวน้อยงดงามที่ยากจะหาใครเปรียบ ...คู่หมั้นสาวของ อภิรุจ ซึ่งพ่อแม่หมั้นหมายทั้งคู่ไว้ให้กันตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ทั้งสองต่างมีจิตใจผูกพันรักใคร่กันและกัน จึงไม่มีปัญหาว่าจะเป็นการจับคลุมถุงชน เพียงรอเวลาที่เหมาะสมที่จะแต่งงานกัน ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อหกเดือนก่อนหลังจากที่นิรชาเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ทว่าทั้งสองกลับไม่ได้แต่งงานกัน เพราะว่าขณะนี้ นิรชาได้กลายเป็นคู่หมั้นของนายโกศัลย์ไปแล้ว เพราะโกศัลย์ใช้วิธีชั่วช้าขู่กรรโชก จะเล่นงานพ่อแม่ของเธอถึงแก่ชีวิต ทำให้เธอต้องยอม และซ้อมพ่อของเธอจนแทบช้ำในตาย ทำให้เธอจำต้องคืนหมั้นกับอภิรุจ.. อย่างเจ็บปวดใจ และต้องทำตามที่นายโกศัลย์ต้องการ คือแต่งงานกับมันภายในสามวัน


                  ด้วยเหตุนี้เองอภิรุจจึงตัดสินใจพานิรชาหนี โดยมีเป้าหมาย.เกาะปาปิไลยก์ แต่ในใจเขาไม่อยากจากครอบครัวที่เขารัก พ่อ แม่ และโดยเฉพาะน้องสาว.อินทุภา ซึ่งเขารักและเอ็นดูมากที่สุด เพราะเธอเกิดทีหลังเขาแปดถึงเก้าปี เขาช่วยแม่เลี้ยงน้องเฝ้าดูเธอเติบโตปีแล้วปีเล่า ไม่เคยคิดว่าจะต้องจากกันกะทันหันแบบนี้ ขณะอีกฝ่ายหนึ่ง.อินทุภาก็รักพี่ชายของเธอมาก เธอเศร้าโศกเสียใจมากต่อการที่จะต้องจากกันครั้งนี้ และเธอได้มอบนาฬิกาแบบแขวนคอ.. ทำจากทองคำ ซึ่งเป็นของรักที่คุณแม่ให้เธอเป็นของขวัญวันเกิด เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในยามที่พี่ชายเธอจำเป็นขึ้นมา


                   อีกด้านหนึ่ง ละม่อม และมาลัย ก็ได้แต่ตอบคำถาม ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ในการตายของกุศล ซึ่งถูกฆ่าตายอย่างไร้ร่องรอย จากการสอบปากคำของผู้หมวดหนุ่ม.. สันติราษฎร์ ครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่โกศัลย์ได้กลับมาบ้านในตอนเช้า เพื่อที่จะคุยกับพ่อเรื่องการแต่งงานกับนิรชา ที่จะถูกจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า แต่กลับต้องมาพบพ่อนอนตายจมกองเลือด.. ถึงกับผงะ หายสร่างเมาหลังจากเสพสมอารมณ์หมายกับสาวเสิร์ฟในบาร์อย่างร้อนแรง พร้อมกันทีเดียวถึงสองคน เมื่อได้สติ ก็จิกเรียกละม่อม ตะคอกถาม .. ถึงไอ้ฆาตกรที่ฆ่าพ่อ แต่คำตอบที่ได้รับ กลับทำให้โกศัลย์ลุแก่โทสะมากยิ่งขึ้น เพราะละม่อมตอบไปเช่นเดียวกับที่ตอบนายตำรวจ เหมือนพยายามปกป้องฆาตกร ทั้งๆ ที่หล่อนอยู่บ้าน และคนที่ตายก็เป็นนายเหนือหัวมัน แต่กลับไม่รู้เห็นเหตุการณ์เลย ทำให้เขาคิด..ฆาตกรจะเป็นใครไม่ได้ นอกจาก .ไอ้ปารินทร์ นึกถึงชื่อนี้ .ยิ่งทำให้เขาเกรี้ยวกราดและโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเกลียดชังปารินทร์ .. ผู้เป็นศัตรูในใจเขามาตลอด กอรปกับต้องมาปะทะคารมกับนายตำรวจ.. ที่ไม่เคยผ่านตาเขามาก่อน และกำลังท้าทายอำนาจของ ..โกศัลย์อย่างที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน ก็ยิ่งทำให้เขาเดือดพล่านยิ่งขึ้น

   
                   ร้อยตำรวจโท สันติราษฎร์ พิทักราษฎร์ เป็นคนรักความยุติธรรม ใจร้อนและตรงเกินไป จนเจ้านายไม่ชอบขี้หน้า เป็นเหตุให้เขาครองตำแหน่งผู้หมวดได้นานกว่าใคร และยังเป็นผู้หมวดที่โดนย้ายบ่อยที่สุดอีกด้วย สถานีตำรวจป่าไทรก็เป็นอีกที่หนึ่ง ที่เขาเพิ่งถูกย้ายมาประจำ และได้รับมอบหมายให้ทำคดีนายกุศลที่ถูกฆ่าตาย .. ตลอดเจ็ดวันที่เขาเหยียบเมืองนี้ เรื่องที่กรอกหูจนน่าเบื่อก็คือ... อำนาจราชศักดิ์เถื่อนๆ ของสองพ่อลูกคู่นี้เท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า คนของทางการมักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการกระทำของสองพ่อลูกคู่นี้มาโดยตลอด จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ ใครบ้างล่ะที่อยากจะเดือดร้อน หรือเอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ถึงจะเป็นหน้าที่ก็เถอะ เพราะเหตุนี้ .. ทั้งกุศลและโกศัลย์ถึงได้ใหญ่โต วางท่ากร่างไปทั่วเมืองโดยไม่เกรงกลัวต่ออะไรทั้งนั้น


                 โกศัลย์คั่งแค้นแน่นอก หลังจากสั่งสมุนนับสิบออกตามล่าปารินทร์ ทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองไม่เว้นแม้แต่ตารางนิ้วเดียวตลอดสามวันสามคืน แต่ก็ไม่มีใครพบร่องรอย ราวกับไม่มีไอ้คนๆ นี้อยู่บนโลก สิ่งเดียวที่ทำให้โกศัลย์สะใจบ้าง .. ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่เขาจัดการส่งสันติราษฎร์ .. เข้าไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลในสภาพที่พูดไม่ได้อย่างน้อยก็กว่าสัปดาห์ สมน้ำหน้าที่มันปากดีนัก แม้จะจัดการสั่งสอนผู้หมวดหนุ่มได้ แต่คนที่โกศัลย์อยากได้จริงๆ .. คือปารินทร์ ใช่ว่าจะเพียงแต่แค้นที่ฆ่าพ่อเท่านั้น ทว่าความเป็นศัตรูระหว่างทั้งคู่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีข้ออ้างรุนแรงมากพอ ที่จะเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างต้องการ โกศัลย์สั่งให้ค้นหาต่อไปโดยไม่หยุด ในขณะที่เขาตัดสินใจจะจัดพิธีแต่งงานกับนิรชาทันที ทั้งที่เพิ่งจัดการกับศพของพ่ออย่างรวบรัด ..เสร็จได้สามวันเท่านั้นเอง หลังจากตัดสินใจ ... โกศัลย์ตรงไปบ้านของนิรชา เพื่อสั่งให้พ่อแม่ของนิรชาจัดการตามที่เขาต้องการโดยด่วน แต่ก็พบว่าหล่อนหนีไปแล้ว ..ไปกับไอ้อภิรุจ ...คู่หมั้นเก่า เขานึกในใจ .. ว่าน่าฆ่ามันทิ้งเสียตั้งแต่แรก โกศัลย์จ้องมองแหวนเพชร ที่เขาใช้หมั้นหล่อน ที่เจ้าตัวฝากพ่อไว้เพื่อคืนเขาอย่างบันดาลโทสะ .. ครู่ต่อมา ร่างอันบอบช้ำของสองสามีภรรยาก็ลงไปกองสลบไสลอยู่กับพื้นแทบเท้า ก่อนที่โกศัลย์จะมุ่งตรงไปบ้านอภิรุจ 

 
                  ทางด้าน .. ผู้หมวดสันติราษฎร์ ซึ่งขณะนี้แม้กายจะอยู่ในที่สภาพยับเยิน นอนหยอดน้ำข้าวต้ม แต่ก็ยังมีอารมณ์ขันติดตลก ต่อการเย้าแหย่ของน้องชาย .. สุรวุจ พิทักราษฎร์ นักสืบ แห่ง .. “บริษัทรักไม่จำกัด” ได้ถูกตามตัวให้มาช่วยงานนี้ด้วย เพื่อติดตามดูพฤติกรรมของนายโกศัลย์ แทนเขา เพราะเขาเกรงว่ามันจะไปฆ่าคุณปารินทร์ ขณะที่ อินทุภา .. กำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนในสวนหลังบ้าน ก็อดนึกถึงเรื่องที่ผู้คนทั้งเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการถูกฆ่าตายอันลึกลับของกุศลไม่ได้ ซึ่งมันได้นำความยินดีปรีดาและความสาแก่ใจแก่ชาวเมืองกันโดยทั่วหน้า และต่างก็พากันยกย่องผู้นั้นให้เป็นวีรบุรุษในใจของพวกเขา แต่หล่อนก็อดพิศวงไม่ได้ว่า ใครกันนะที่กล้าสังหารผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของเมืองได้ เมื่อกลับเข้าบ้าน  อินทุภาต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น โกศัลย์และพวกสมุนซ้อมพ่อแม่ของเธอจนเลือดท่วมตัว ส่วนตัวเธอก็โดนตบไปหลายฉาด และไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของโกศัลย์ ไปได้ เพราะความสวยของเธอได้ต้องใจโกศัลย์เสียแล้ว ซึ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไอ้อภิรุจ มีน้องสาว แถมยังสวยกว่านิรชาเสียอีก โกศัลย์จึงตกลงใจให้อินทุภาเป็นคู่หมั้นแทนนิรชา อินทุภาต้องจำใจยอม เพื่อรักษาชีวิตพ่อแม่ของเธอ แต่ทว่าโชคช่วย เมื่อสมุนคนหนึ่งของโกศัลย์เข้ามาขัดจังหวะ โดยแจ้งอะไรบางอย่างแก่เขา โกศัลย์และพรรคพวกสมุนก็ผลุนผลันออกไปทันที โดยทิ้งลูกสมุนวิทย์กับเม่น ไว้เพื่อเฝ้าไม่ให้อินทุภาหนี และยังสั่งกำชับให้เธอเตรียมตัวแต่งงานทันทีที่เขากลับมา ..



 



                 นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่อินทุภาได้เจอโกศัลย์ และลูกสมุน  หกเดือนแล้วที่ โกศัลย์หายไป ทั้งอินทุภาและพ่อแม่ของเธอ ใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง กลัวว่าโกศัลย์จะโผล่มาไม่วันใดก็วันหนึ่ง จดหมายฉบับแรกของอภิรุจก็ถูกส่งมาจากเกาะปาปิไลยก์ และยังถูกส่งมาเรื่อยๆ ทุกสามสี่เดือน อภิรุจเล่าถึงเกาะปาปิไลยก์ และความสุขในการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายของเขากับนิรชา และยังใช้เงินเกือบทั้งหมดซื้อคฤหาสน์หลังมหึมา เก่าแก่และทรุดโทรม เพียงเพราะชื่อของมัน “เคหาสน์แสงจันทร์” ซึ่งพ้องกับชื่อของอินทุภา ... อินทุภาแปลว่าแสงจันทร์ และเขายังเล่าถึงตำนานรักอันแสนเศร้า ที่อภิรุจรู้สึกซาบซึ้งประทับใจ แต่สำหรับอินทุภาแล้ว ..รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างลึกล้ำ อย่างประหลาด อินทุภาได้ทราบเรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับเกาะตลอดสองปีนี้ แต่ทว่าปีหลังนี้ไม่มีจดหมายพี่อภิรุจอีกเลย ทำให้ไม่กล้าคิดว่าอาจมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง ครอบครัวสารนิจได้มีสมาชิกเพิ่มอีกสองคน วิทย์กับเม่น .ซึ่งขณะนี้ได้เป็นอดีตลูกสมุนของโกศัลย์ไปแล้ว เพราะมิตรภาพที่ครอบครัวสารนิจมีให้ต่อเขาทั้งสองตลอดสองปีนี้ มันเต็มไป .. ด้วยความรัก ความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความจริงใจ ที่เขาทั้งสองไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ..



                  ถึงแม้เขาทั้งสองจะอยู่ในฐานะ คนขับรถและคนสวน จนกระทั่งมาถูกทิ้งไว้ที่บ้านหลังนี้ วิทย์และเม่นรู้สึกว่าเหมือนได้เกิดใหม่ ได้รู้ว่า คนดีๆ เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ซึ่งทั้งสามไม่เคยออกคำสั่งพวกเขาเหมือนอย่างที่อดีตนายเก่าเคยทำ มีแต่เพียงการขอให้ช่วยทำ การขอความเห็น หรือแม้กระทั่งปรึกษาหารือ ราวกับว่าพวกเขามีความสำคัญพอๆ กันทุกคน ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งรักและบูชานายคนใหม่ และเต็มใจเป็นทาสรับใช้ของครอบครัวนี้ ซึ่งพวกเขาต่างก็เข้าใจว่านายโกศัลย์ได้ตายไปแล้ว จนกระทั่งเม่นได้ข่าวอดีตนายเก่า .. โกศัลยกับลูกน้องกำลังกลับมาหลังจากหายไปสามปี เม่นจึงอาสาคุ้มครองคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง ส่วนวิทย์พาอินทุภาหนีไปหาอภิรุจ เนื่องจากแม่ของอินทุภาร่างกายอ่อนแอ ทำให้ไม่สามารถหนีไปพร้อมกันได้



                 บนเรือข้ามฟาก .. อันหรูหรา อินทุภา สารนิจ สาวน้อยผู้งดงาม น่าถนุถนอม จิตใจอ่อนโยน.หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์อันโหดร้าย ที่โกศัลย์ไปปรากฏตัวที่บ้านเธอ เมื่อสามปีก่อน ทั้งๆ ที่เธอพยายามจะสลัดมันทิ้งไป แต่มันก็ยังตามหลอนในใจเธอมาตลอด แม้จะพร่ำบอกกับตัวเองว่า ขณะนี้เธอปลอดภัยแล้ว อยู่บนเรือ ที่จะพาเธอไปสู่เกาะปาปิไลยก์ ที่พี่ชายและพี่สะใภ้ตั้งรกรากอยู่เกาะปาปิไลยก์ แบ่งเป็นสองส่วน มีผู้ปกครองสองคน เป็นพี่น้องกัน คนแรกชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย หลงการพนัน ส่วนนี้เลยถูกพัฒนาเป็นตามความชอบของผู้ปกครอง มีบ่อนคาสิโนใหญ่มาก ส่วนคนหลังชอบความสงบ ชื่นชมธรรมชาติ เขตนี้จึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นอยู่เท่าไรนัก บ้านไร่แสงจันทร์ของอภิรุจก็อยู่ในส่วนนี้ ซึ่งคนไม่ค่อยมากเพราะหนีตามความเจริญกันไปหมด เหลือแต่ชาวเกาะหัวเก่า พวกชอบความธรรมชาติ ชาวไร่ ชาวสวนเท่านั้นเอง นี่เป็นเหตุผลที่อภิรุจและนิรชาเลือกมาตั้งรกรากที่นี่ เพราะมีคนแปลกหน้าเข้าออกมากมายทุกวัน ไม่มีใครสนใจใคร ซึ่งขณะนี้อินทุภาและวิทย์ กำลังโดยสารเรือข้ามฟากไปเกาะปาปิไลยก์ ในระหว่างนี้เองที่อินทุภาได้รู้จัก จิตรดิลก และ จิตรานุช ชิโนบุ สองพี่น้องลูกครึ่งญี่ปุ่นโดยบังเอิญ ซึ่งทั้งสองไม่แตกต่างจากพวกสิบแปดมงกุฎเท่าใดนัก เป็นพวกนักหลอกลวงต้มตุ๋น หากินโดยการปอกลอกผู้คน ที่มาเล่นการพนันบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งจะเลือกเหยื่อพวกเศรษฐีกระเป๋าหนักๆ และโง่พอที่จะให้พวกเขาหลอกได้ จิตรดิลก หนุ่มเจ้าเล่ห์ ผู้หลงใหลการเล่นพนันอย่างเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อได้พบอินทุภาครั้งแรก ถึงกับตะลึงในความงามของเธอ ในใจลึกๆของเขาสนใจอินทุภาอยู่ไม่น้อยเชียว



                จิตรานุช สาวสวยเซ็กซี่ ร้อนแรง เธอมักใช้เรือนร่างอันเย้ายวนของเธอ ในการหลอกล่อเงินทองจากกระเป๋าของพวกผู้ชายที่บ้าตัณหา วิทย์ไม่ชอบสองคนพี่น้องนี้เลย โดยเฉพาะจิตรดิลก เพราะ วิทย์มองออกว่าสองคนนี้เป็นคนประเภทไหน จึงเตือนอินทุภาให้ห่างๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีของอินทุภา ทำให้เธอมองข้ามคำเตือนของวิทย์ไป โดยหารู้ไม่ว่าสองพี่น้องคู่นี้จะนำความเดือดร้อนมาสู่ชีวิตเธอเพียงใด



                 ภาพแรก .. ที่อินทุภาเห็นเกาะปาปิไลยก์นั้นถึงกับแปลกใจมาก เพราะในความคิดของเธอมันไม่ใช่เกาะที่ถูกพัฒนาจนเกือบจะกลายเป็นเกาะมาเก๊าแห่งที่สองแบบนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าเดิมเลย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย เสียงในใจเธอมันบอกอย่างนั้น แต่เมื่อเธอรู้สึกตัว นึกทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ก็อดขำไม่ได้ ที่คิดไปได้ว่าเกาะนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะเธอเพิ่งเคยมาครั้งแรก ทั้งอินทุภาและวิทย์ ทั้งสองดูเก้ๆ กังๆ เมื่อมาถึงเกาะ และไม่รู้จะหาที่พักได้ที่ไหน จึงเป็นโอกาสของ จิตรดิลกที่จะสร้างมิตรกับอินทุภา ด้วยการให้คำแนะนำและข้อมูลที่พักโรงแรมบนเกาะนี้ ทำให้ทั้งคู่ได้ที่พัก สำหรับค้างคืน เพื่อที่ตอนเช้าจึงค่อยออกเดินทางไปบ้านไร่แสงจันทร์



                  ณ โรงแรม วิทย์ ตกใจตื่นกลางดึก เพราะเสียงร้องของอินทุภา จนเขาพักอยู่ห้องข้างๆ แทบช็อก นึกว่ามีใครเข้ามาทำร้ายเธอ อินทุภากำลังฝันร้าย วิทย์ปลุกให้เธอตื้นขึ้นมา อินทุภาฝันว่าพี่ชายและพี่สะใภ้ อภิรุจและนิรชามาบอกลาเธอด้วยนัยน์ตาที่หมองเศร้าอย่างบอกไม่ถูก แต่ที่น่าแปลกก็คือ ในฝัน.. อภิรุจกับนิรชายังบอกว่า เขาทั้งสองรอคอยการกลับมาของเธออยู่ และมันก็เป็นจริง ทำราวกับเธอเคยอยู่เกาะแห่งนี้มาก่อน ซึ่งอินทุภาไม่เข้าใจเพราะเธอเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก อินทุภาใจไม่ดีกับความฝัน รู้สึกสังหรณ์ใจ ทำให้ไม่สามารถข่มตาหลับได้ จึงออกเดินทางไปบ้านไร่แสงจันทร์ แต่เช้ามืด เมื่อมาถึงภาพที่อินทุภาเห็น .. คฤหาสน์สีขาวขนาดใหญ่ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนิน สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวทั้งหลัง ทรุดโทรมจนแทบจะพังมิพังแหล่ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเจ้าของสองรุ่นสุดท้ายบ้าการพนันจนไม่สนใจ แต่สำหรับอินทุภามันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวด คล้ายกับว่าพลัดพรากจากไปนาน แล้วได้กลับมาบ้านอีกครั้ง แต่ทว่ามันไม่ได้เป็นเหมือนเดิมดังที่เคยเป็น 

      
               ที่ครั้งหนึ่งคฤหาสน์หลังนี้เคยงดงามและแข็งแกร่งเพียงใด เสียงในตัวเธอมันบอกเช่นนั้น อินทุภาน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ขณะนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมจึงชื่อเคหาสน์แสงจันทร์ ไม่เพียงแต่ผู้สร้างจะให้ชื่อมันตามชื่อภรรยาอย่างที่อภิรุจเล่าเท่านั้น แต่เป็นเพราะที่หินอ่อนสีขาวต้องแสงจันทร์ มันให้ภาพที่งดงามอย่างหาใดเปรียบไม่ได้เลย และการที่มันตั้งอยู่บนเนินทำให้ได้รับแสงจันทร์เต็มที่โดยไม่มีอะไรมาบดบัง ยิ่งทำให้งดงามโดดเด่นชวนตะลึงยิ่งขึ้น ...เมื่ออินทุภารู้สึกตัว จากเสียงเรียกของวิทย์ เธอก็อดงงไม่ได้ที่จู่ๆ ก็รู้สึกแปลกๆ แบบนั้น หนำซ้ำยังร้องห่มร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัวอีก

 ที่คฤหาสน์แสงจันทร์ อินทุภาได้พบกับหญิงวัยกลางคน.. พวงเงิน แม่บ้านที่ดูแลคฤหาสน์หลังนี้ อภิรุจและนิรชาคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรีบเดินทางมาที่นี่ .. เธอรีบถามหาเขาทั้งคู่กับพวงเงิน สิ่งสังหรณ์ใจก็วูบขึ้นมาในอก มันเป็นจริง เขาสองคนเสียชีวิตแล้ว พวงเงินเล่าให้ฟังว่า อภิรุจเริ่มเจ็บไข้เล็กๆ น้อยๆ หลังจากที่นิรชาเสียชีวิตได้เดือนเดียว เขาตรอมใจ ต่อการตายของนิรชาเพราะแท้งลูกคนแรก ทำให้เขาป่วยหนักเจ็บกระเสาะกระแสะตลอดหกเดือน และไม่ยอมที่จะรักษา มีการส่งจดหมายมากมาย และเอกสารหลายอย่างที่ทนายความนำกลับไป หลังจากที่พูดคุยกับ อภิรุจ เวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงหมดไปกับการพูดคุยกับทนายความ จนอาการทรุดหนักถึงขั้นลุกไม่ไหว แต่ก็ยังเรียกหาทนายความ จนกระทั่งเขาหมดแรงและเสียชีวิตในที่สุด .. แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่อินทุภารู้สึกแปลกใจ ตลอดหนึ่งปีมานี้เธอไม่ได้รับจดหมายจากพี่ชายเธอเลยแม้แต่ฉบับเดียว



                 ตลอดสามเดือนที่อินทุภาอยู่บ้านหินอ่อนหลังนี้ มักมีความรู้สึกแปลกๆ ที่เธอไม่เข้าใจ มันคล้ายกับว่าเธอคุ้นเคยที่นี่เป็นอย่างดี และแน่ใจว่าเคยเห็นที่นี่ถูกตกแต่งไว้อย่างเลิศหรู ถึงแม้ตอนนี้มีแต่ความว่างเปล่าและทรุดโทรมก็ตาม เธอรู้สึกได้ถึงคืนวันแห่งความสุข และความทุกข์ทรมานของความสูญเสีย เธอมักฝันบ่อยๆ ว่าตัวเองกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง รอคอยสิ่งนี้ด้วยความหวัง แต่ทว่าสิ่งนั้นไม่เคยปรากฏให้เธอเห็นเลย อินทุภาเข้าใจว่าเธอคิดฟุ้งซ่านไปเอง หรืออาจเป็นเพราะตำนานรักแสนเศร้า ที่คฤหาสน์หลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญรักแก่ภรรยา แต่เขากลับต้องมาสูญเสียเธอไป หลังจากแต่งงานได้เพียงสามเดือนเท่านั้น อินทุภานึกถึงเรื่องนี้ทีไร รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามันได้เกิดขึ้นกับตัวเธอเองมากกว่าจะเป็นเรื่องเล่า ที่เล่าต่อๆ กันมา



                  ทางด้านปารินทร์ ..หลังจากที่เดินทางออกจากเมืองป่าไทร เขาตระเวนไปทั่ว เจอเหตุการณ์มากมายทั้งร้ายและดี ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย รู้ว่าต้องใช้ชีวิตแบบไหน ต้องทำตัวยังไงถึงจะอยู่รอดปลอดภัย ยกเว้นสิ่งเดียว .....ภาพเด็กสาวที่อยู่ในนาฬิกาพก ที่อภิรุจให้เขาไว้ เขาไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง ปารินทร์รู้สึกหลงใหลและผูกพันกับเด็กสาวในภาพมาก เขามองดูภาพนั้นที่ติดตัวเขาไม่เคยห่างทุกวันตลอดสามปีนี้ ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยพบเและรู้จักเธอมาก่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนมีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ทำไมหล่อนถึงมีอิทธิพลกับเขามาก มากเสียจนเขาแทบคลั่ง ฝันได้พบหล่อนในสถานที่ที่ไม่เคยผ่านตามก่อน เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร พยายามที่จะสลัดความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ให้ออกไปจากจิตใจ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะห้วงลึกในจิตใจที่โหยหาหล่อน ตลอดสามปีนี้เขาต้องทุกข์ทรมานกับความรู้สึกเหล่านี้ มีหลายครั้งที่เขาเคยคิดขายมันไป และมีอีกหลายครั้งที่เขาทิ้งไว้ที่โรงแรมที่เข้าพัก แต่มิวายต้องรนรานกลับไปเอาทุกที แม้การเก็บมันไว้จะทำให้เขาทุกข์ทรมานก็ตาม



                 แต่ขณะนี้ เธอกำลังยืนต่อหน้าเขา ซึ่งเขาไม่คาดคิดมากก่อนว่าจะได้มาเจอที่นี่ที่คฤหาสน์ หลังจากที่เขาได้พบนายบรรจบ ทนายความของอภิรุจ ซึ่งนายบรรจบได้จ้างนักสืบเสาะหาเขามาตลอดหนึ่งปีเต็ม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของอภิรุจ ที่ได้ทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้ ปารินทร์ ปารินทร์พูดไม่ถูกกับสิ่งที่ได้รับ และไม่เข้าใจว่าทำไมอภิรุจจึงตัดสินใจเช่นนี้ ได้แต่ทำตามที่บรรจบแนะนำ คือแวะมาดูของที่กลายมาเป็นของเขาอย่างไม่คาดฝัน ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป “ เคหาสน์แสงจันทร์ ” ชื่อนี้ทำให้เขารู้สึกร้าวลึกๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่อยากไปที่นั่น แต่มันมีอะไรบางอย่างเรียกร้องเขาอยู่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ ภาพแรก .. ที่เขาเห็นคฤหาสน์ มันอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดและเคียดแค้นอย่างประหลาด เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น



                 เมื่อปารินทร์และอินทุภาได้พบกันครั้งแรก ทั้งคู่เหมือนอยู่ในความฝันอันลึกลับ รู้สึกราวกับว่าเป็นคู่รักที่รักกันมาก แต่ต้องมาพลัดพรากจากกันไปนานแสนนาน ทั้งเขาและเธอต่างก็โหยหาอ้อมกอดซึ่งกันและกัน ซึ่งทั้งสองต่างไม่เคยเจอกันมาก่อน มีแต่ทางฝ่ายปารินทร์ที่รู้จักอินทุภามาก่อน จากรูปถ่ายที่เขาฝันถึงหล่อนทั้งยามหลับและตื่น เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ที่ได้มาพบสาวน้อยในภาพ แต่ทว่าไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นหญิงสาวที่สวยสะพรั่งความงดงามของเธอ ถึงกับทำให้เขาเหมือนต้องมนต์สะกด ส่วนอินทุภา .. แปลกใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เธอรู้สึกได้ถึงอ้อมอกอันอบอุ่น เหมือนเธอเคยได้สัมผัสมาก่อน ซึ่งนานแสนนานมาแล้ว จากชายแปลกหน้า ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยพบชายคนนี้มาก่อน



                 หลังจากที่ทั้งสองแนะนำตัวและได้พูดคุยกัน อินทุภาจึงทราบจุดประสงค์การมาของปารินทร์ ทำให้เธอ รู้สึกโกรธและเกลียดพี่ชายมาก.. ที่อภิรุจยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ชายแปลกหน้าคนนี้ ทั้งเคหาสน์แสงจันทร์ ไร่อ้อยหนึ่งร้อยยี่สิบไร่ รถยนต์สองคัน และบัญชีเงินฝากจำนวนสองล้านห้าแสนบาท ซึ่งอินทุภาเข้าใจว่าถ้าอภิรุจรู้ว่าเธอจะมาที่นี่คงไม่เขียนพินัยกรรมโหดร้ายเช่นนี้แน่ ... แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน ..ราวกับปะทะคารม คำพูดของปารินทร์ ที่บอกว่าเขาต้องการอยู่ที่นี่คนเดียวและไม่ต้องการให้ใครมารบกวน มันทำให้เธอเข้าใจว่า เขาต้องการให้เธอทั้งวิทย์และพวงเงินย้ายออก ในฐานะเจ้าของคฤหาสน์คนใหม่ ..ซึ่งเธอก็ยินยอมทำตาม แต่ด้วยการทักท้วงของวิทย์ ว่าที่นี่เป็นที่หลบภัยดีที่สุด จากการตามล่าของโกศัลย์ ทำให้เธอก็ตัดสินใจอยู่ต่อ



                 ปารินทร์นึกโกรธและกำลังต่อว่าตัวเอง ที่ใช้วาจาร้ายๆ กับหล่อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับสาวสวยอย่างเธอเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ใจเรียกร้อง แต่กลับพูดในสิ่งตรงกันข้าม พอเห็นหล่อนเจ็บปวด เขาก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เมื่ออยู่ใกล้หล่อนเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มันเหมือนจะคลั่งและสับสน ... ความรู้สึกที่เขามีต่ออินทุภามันรุนแรงมากขึ้น เขารู้สึกถึงรสชาติในยามกอดร่างอันบอบบางของหล่อน จนเหมือนกับว่าหล่อนเป็นของเขาทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งกายและใจ ความรู้สึกมันทวีมากขึ้น จนรู้สึกหวงแหนและอยากปกป้อง จนเผลอคว้าหล่อนมากอดจูบอย่างดุดัน และถูกหล่อนตบหน้ามาหนึ่งฉาด พร้อมกับน้ำตาหล่อนที่ไหลอาบแก้ม ขณะที่กำลังปะทะคารมกัน ที่ศาลากลางสวน ก่อนที่เขาจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็วดั่งพายุก็ว่าได้



                 ปารินทร์เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่อาจทนเห็นหล่อนเจ็บปวดได้อีก แต่ก็ไม่รู้จะจัดการกับตัวเองอย่างไร รู้แต่เพียงว่าให้ห่าง อินทุภา สารนิจ ให้มากที่สุดเป็นพอ เพราะการอยู่ใกล้หล่อนทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างน่ากลัว กลายเป็นคนปากอย่างใจอย่าง ทำให้เธอยิ่งเข้าใจผิด ต่อความรู้สึกที่แท้จริงของเขา เขาจึงตัดสินใจที่จะไปจากหล่อน ไปจากเกาะแห่งนี้ให้เร็วที่สุด โดยยกมรดกทั้งหมดคืนแก่อินทุภาทางฝ่ายอินทุภารู้สึกไม่สบายใจ กระวนกระวาย เฝ้ารอการกลับมาของปารินทร์ เธอพยายามหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงเขา แต่ไม่สามารถทำได้ เธอไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเขาเลย อินทุภาทราบเรื่องที่ปารินทร์คืนมรดกให้เธอ จากนายบรรจบ เธอแปลกใจกับการตัดสินใจของเขา เพราะเมื่อวันก่อนเขายังต้องการให้เธอไปจากคฤหาสน์ เธอควรจะยินดีที่จะได้มรดกคืน แต่เธอกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะในใจลึกๆ เธอไม่อยากให้เขาไป ถึงแม้เธอจะรู้สึกเจ็บปวดต่อท่าทีของเขา ที่ไม่สนใจใยดีเธอก็ตาม อินทุภาเดินทางไปหาปารินทร์ เพื่อพูดคุยกับเขาเรื่องนี้ เธอไม่ยอมเซ็นรับ


รูปภาพ เคหาสน์แสงจันทร์